จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เนื้อหา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เนื้อหา แสดงบทความทั้งหมด

26 ตุลาคม 2554

นอกเมือง...ในกรุง


บทที่ ๑๐
นอกเมือง...ในกรุง
เนื้อหา

..........นอกเมือง...ในกรุง เป็นเรื่องของเด็กชายไก่แจ้ที่อยู่จังหวัดกาฬสินธุ์ได้เข้ามาอยู่ในกรุงเทพมหานคร โดยเริ่มเรื่องจากไก่แจ้อยู่กับพ่อ แม่ ตา และ ยายที่หมู่บ้านเล็ก ๆ อยุ่ไกลจากตัวเมืองมาก บริเวณบ้านของไก่แจ้มีพื้นที่กว้าง พอพ้นจากตัวบ้านจะเป็นพื้นที่สวนครัว มีผักหลายชนิด เช่น พริก มะเขือ ข่า ตะไคร้ โหระพา ดอกแค ขี้เหล็ก ต่อจากนั้นก็เป็นสวนผลไม้ซึ้งมีมะม่วงน้ำดอกไม้ที่มีรสหวานอร่อย  ส่วนรั้วบ้านก็เป็นรั้วกินได้ คือปลูกกระถินเป็นแนวไว้สำหรับเก็บยอดอ่อนรับประทาน ไก่แจ้เรียกผักสวนครัว ผลไม้ และยอดกระถินริมรั้วว่า " อาหารมิตรภาพ " เพื่อนบ้านคนไหนอยากกินก็มาขอกินได้ พอถึงหน้ามะม่วง ตากับพ่อจะช่วยกันสอยลงมาแจกบ้านโน้นบ้านนี้ คนที่ได้รับแจกมะม่วงจะทำข้าวเหนียวมูนมาให้

..........ตอนเช้าก่อนไปโรงเรียน ไก่แจ้จะช่วยพ่อให้อาหารไก่และเก็บไข่ไก่ไว้เป็นอาหารส่วนหนึ่ง ส่วนที่เหลือจะนำไปขายเพื่อนำเงินมาซื้อกับข้าวที่แม่บอก โรงเรียนของไก่แจ้อยู่ในวัดท้ายหมู่บ้าน ไก่แจ้และเพื่อน ๆ จึงเดินไปโรงเรียน เดินไปคุยกันไปโดยไม่รีบร้อนและไม่ต้องคอยระวังรถที่จะชน เพราะไม่ค่อยมีรถวิ่งผ่าน อากาศเย็นสบายและปลอดโปร่งทำให้สดชื่นและหายใจได้เต็มปอด เวลารับประทานอาหารกลางวัน เพื่อน ๆ เพื่อน ๆ และไก่แจ้จะนำกับข้าวของตนมาวางไว้เป็นกองกลาง นั่งล้อมวงกินข้าวด้วยกัน ทำให้ได้กินอาหารหลายรสชาติแตกต่างกันไป หลังเลิกเรียน ไก่แจ้และเพื่อน ๆ ทั้งผู้หญิงและผู้ชายจะพากันเล่นเตะฟุตบอล บ้างก็เล่นตี่จับ กระโดเชือก วิ่งแข่ง ที่สนามหญ้าหน้าโรงเรียนเป็นการออกกำลังกายเพื่อให้สุขภาพดี ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ไก่แจ้เลยหัวแข็งไม่เจ็บไข้ได้ป่วยง่าย ๆ

..........แล้ววันหนึ่งพ่อก็มาบอกไก่แจ้ว่า ช่วงปิดเรียนภาคปลายจะพาไก่แจ้ไปอยู่กับอาหนอดที่กรุงเทพฯ เพื่อไปเรียนเสริมทักษะวิชาศิลปะและคอมพิวเตอร์ซึ่งถูกใจไก่แจ้มาก พอไปถึงบ้านอาหนอดที่อยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งทุกบ้านแทบไม่มีบริเวณ มีกำแพงปละประตูเหล็กปิดกั้นไม่เห็นภายใน ต่างคนต่างอยู่ ต้นไม้ใหญ่ ๆ มีให้เห็นบ้างแต่เป็นต้นไม้ประเภทสวยงามมากกว่าพวกอาหารมิตรภาพอย่างแถวบ้านไก่แจ้

..........ที่บ้านอาหนอด ไก่แจ้ต้องตื่นตั้งแต่ตีหา้ครึ่งเพื่อเตรียมตัวไปโรงเรียน อาหนอดบอกว่า ถ้าออกจากบ้านหลังหกโมงเช้ารถจะติดมาก ไก่แจ้มัวแต่กินข้าวช้าเพราะกินไม่ค่อยลง และต้องหยิบอุปกรณ์การเรียนหลายครั้งทำให้อาหนอดขับรถออกจากบ้านช้าไป ๑๕ นาที พอโผล่ออกจากหมู่บ้านจะเข้าถนนใหญ่ก็เห็นรถติดกันจนมองไม่เห็นพื้นถนน ทุกคนดูรีบร้อนเพื่อจะไปให้ถึงจุดหมายกันทั้งนั้น และกว่าอาหนอดจะขับรถเลี้ยวเข้าถนนที่จะไปที่ทำงาน อาหนอดต้องคอยอยู่นานจึงมีคนใจดียอดเปิดทางให้อาหนอดขับรถแทรกเข้าไปและขับรถเลี้ยวได้

..........อาหนอดจอดรถไว้ที่ที่ทำงานแล้วพาไก่แจ้เดินไปที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ซึ่งอยู่ไม่ไกลนักเพื่อจะไปโรงเรียน ไก่แจ้เดินดูร้านขายของสารพัดจนเพลินจึงถูกคนเดินชนจนเซหลายครั้ง อาหนอดพาไก่แจ้เดินลงไปสถานีรถฟฟ้าใต้ดินซึ่งอยู่ลึกมาก ต้องลงทั้งบันไดเลื่อนและบันไดธรรมดา ต้องซื้อเหรียญเป็นค่าโโดยสารตามระยะทางที่ไปแล้วนำเหรียญมาแตะตรงจุดที่กำหนดเพื่อให้ประตูทางที่จะไปขึ้นรถเปิด ถ้าเดินช้าก็จะถูกประตูหนีบตัวเอา ผู้คนเต็มไปหมด ทุกคนดูเร่งรีบ ในรถไฟฟ้าใต้ดินมีที่นั่งจำกัด หลายคนต้องยืน รวมทั้งอาหนอดด้วย ไม่มีใครสละที่ให้เด็กนั่ง ไก่แจ้ต้องกอดเองอาหนอดไว้แน่นเพราะกลัวหกล้มและรู้สึกอึดอัด เหมือนไม่มีอากาศหายใจ พอถึงที่หมายต้องรีบออกจากรถ หยอดเหรียญโดยสารคืนใส่ตู้เพื่อให้ประตูทางออกเปิด แล้วรีบเดินขึ้นไปชั้นบนของสถานี ไก่แจ้เดินอย่างไม่มีแรง หน้าซีด เพราะเมารถเมาคน เลยต้องยืนพิงผนังพักสักครู่

..........อาหนอดไปส่งไก่แจ้ที่โรงเรียนและบอกไก่แจ้ว่าตอนเย็นจะมารับแล้วจึงกลับไปที่ทำงาน ตอนพักกลางวัน ไก่แจ้เริ่มรู้จักเพื่อน ๒ - ๒ คน แต่ยังไม่ได้คุยอะไรกันมาก เพราะเวลาคุยกับเขาก็คุยแต่เรื่องเกม โทรศพท์ มือถือ ละครโทรทัศน์ ไก่แจ้ไม่รู้เรื่องเลยนั่งฟังเฉย ๆ ได้แต่คิดว่าคงต้องไปหาความรู้จากอาหนอด อาหารกลางวันต่างคนต่างซื้อ ต่างคนต่างรับประทาน ไม่เหมือนเพื่อน ๆ ที่บ้านของไก่แจ้

..........พอโรงเรียนเลิกอาหนอดก็มารับกลับบ้าน โดยขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินเหมือนเดิมแล้วไปขึ้นรถอาหนอด กวาจะถึงบ้านก็เกือบทุ่ม ไก่แจ้หิวข้าวจนตาลาย โชคดีที่ย่าทำกับข้าวไว้แล้ว กินข้าวเสร็จก็อาบน้ำ เข้านอนทันทีโดยไม่ได้ยินคำถามที่ย่าถามว่า " ตกลงจะมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯไหม? ลูก มาอยู่กับย่าเลยนะ " ถ้าเพื่อนๆ เป็นไก่แจ้คิดว่า " อยู่ที่ไหน ดีกว่ากัน "





Rinlaporn&Omsin

อาหารที่ดีมีคุณภาพ


บทที่ ๙
อาหารดีมีคุณภาพ
เนื้อหา

..........อาหารที่ดีมีคุณภาพ เป็นเรื่องการเลือกอาหารกินของคนในในครอบครัวหนึ่งโดยเริ่มต้นด้วยพ่อแม่พาลูกสาวชื่อปอกับป๋อไปออกกำลังกายที่สวนสมเด็จย่าใกล้บ้านทุกอาทิตย์และได้รับแจกหนังสือ ๑๙๐ เมนูชูสุขภาพ ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีรายการอาหารมากมาย ซึ่งเขาเลือกมาแล้วว่ามีคุณค่าทางอาหารที่จะช่วยให้คนไทยมีสุขภาพดี ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย เขาจัดอาหารเป็นกลุ่ม ๆ และบอกด้วยว่า แต่ละกลุ่มช่วยให้สุขภาพดีอย่างไรเช่น
..........กลุ่มที่ ๑ กลุ่มที่ให้ใยอาหารสูง ช่วยให้ขับถ่ายได้สะดวก ป้องกันโรคท้องผูกและริดสีดวงทวาร ได้แก่ ข้าวยำปักษ์ใต้ ยำผักรวม น้ำพริกต่าง ๆ โจ๊กข้าวกล้อง ข้าวกล้อง ผัดรวมมิตร ขนมจีนน้ำยาป่า ขนมจีนแกงป่า ฯลฯ

..........กลุ่มที่ ๒ กลุ่มที่ให้แคลเซี่ยมสูง ช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรงป้องกันโรคกระดูกพรุน ได้แก่ น้ำพริกกะปิ ปลาทู ยำยอดคะน้า ลาบเต้าหู้ น้ำพริกปลาร้า ก๋วยเตี๋ยวราดหน้า ฯลฯ

..........กลุ่มที่ ๓ กลุ่มที่ให้วิตามินเอและธาตุเหล็กสูง ช่วยให้ดวงตาสดใส เพิ่มความต้านทานโรค ช่วยในการเจริญเติบโต เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ได้แก่ เกาเหลาเลือดหมู แกงจืดตำลึง ซุปฟักทอง ซุปข้าวโพด ขนมจีนน้ำเงี้ยว ข้าวผัดรวมมิตร ก๋วยเกี๋ยวต้มยำ ฯลฯ

..........กลุ่มที่ ๔ กลุ่มที่มีไขมันต่ำ ช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคอ้วน โรคเบาหวาน ได้แก่ ปลากะพงลวกจิ้ม ปลาช่อนเผา ส้มตำ สุกี้น้ำ ต้มยำกุ้ง ลาบปลา ก๋วยเตี๋ยวปลา ฯลฯ

..........พ่อแม่และลูกสาวทั้งสองคนจึงช่วยกันเลือกอาหารที่จะรับประทานกันในแต่ละมื้อให้เป็นไปตามหนังสือ ๑๙๐ เมนูชูสุขภาพที่แม่ได้รับแจกมาโดย
          พ่อ  เป็นผู้เลือกอาหารมื้อกลางวันของวันอาทิตย์นี้ คือ ข้าวคลุกกะปิกับแกงจืดเต้าหู้ เพราะว่ามีแคลเซี่ยมสูง ทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง ซึ่งทุกคนเห็นด้วย
          แม่  จะทำลาบปลาดุกกินกับผักสดที่เก็บจากสวนหลังบ้านเป็นอาหารมื้อเย็น เพราะเป็นอาหารที่มีไขมันต่ำ กินแล้วไม่ทำให้อ้วน ช่วยป้องกันโรคหัวใจ

..........วันอาทิตย์ต่อมา
          ป๋อ  เลือกผักกะเพราไก่ใส่ตับ แกงจืดตำลึงใส่หมูสับ เพราะมีวิตามินเอและธาตุเหล็กสูง เด็ก ๆ จะได้มีดวงตาที่สดใส

......... อาทิตย์ต่อไป
          ปอ  เลือกข้าวยำปักษ์ใต้ซึ่งเป็นอาหารกลุ่มที่มีใยอาหารสูง กินแล้วท้องไม่ผูก ในแต่ละสัปดาห์ทุกคนจะมีความสุขมากที่ได้เลือกอาหารสุขภาพสลับสับเปลี่ยนกันไป




Rinlaporn&Omsin

คิดไปรู้ไป

บทที่ ๘
คิดไปรู้ไป
เนื้อหา

..........คิดไปรู้ไป เป็นการทำรายงานเรื่อง กีฬาโอลิมปิก ของแม่นกับป๊อก โดยเริ่มเรื่องจากแม่ของแม่น ได้รับโทรศัพท์ จากแม่ของป๊อกว่าป๊อกจะมาช้าหน่อยเพราะรถของป๊อกเสีย กำลังซ่อมอยู่ แต่ในที่สุดแม่ของป๊อกก็พาป๊อกนั่งแท็กซี่มาที่บ้านแม่นเพราะรถซ่อมไม่เสร็จ ป๊อกเป็นเพื่อนรักของแม่น เป็นเด็กพิเศษที่เรียกว่า "ออทิสติก" ป๊อกไม่ค่อยสบสายตาเวลาพูด ชอบอยู่คนเดียว บางครั้งก็หัวเราะโดยไม่มีสาเหตุ เราต้องพูดประโยคสั้น ๆ เขาจึงจะจำได้ ถ้าพูดยาวเขาจะไม่เข้าใจ แต่เขาเล่นเปียโนเก่ง  มีความจำเป็นเลิศ และไม่แกล้งใคร

..........เมื่อป๊อกมาถึงและรับประทานอาหารเช้าซึ่งแม่ของแม่นเตรียมไว้ให้คือ แซนด์วิชกับน้ำแอปเปิ้ล แล้วป๊อกก็เข้านั่งหน้าคอมพิวเตอร์ เข้าเว็บไซต์ และคีย์ข้อมูล ประวัติโอลิมปิก ตามที่แม่นบอก ป๊อกเป็นคนเข้าเว็บไซต์ต่าง ๆ ได้เก่งมาก พิมพ์คล่อง รอเพียงชั่วครู่ ข้อความยาวเหยียดก็ปรากฎที่หน้าจอ แม่นบอกให้ป๊อกพริ้นออกมาจะได้อ่านได้สะดวก ถ้าอ่านในจอจะเสียสายตา เพราะแสงสว่างมาก ทั้งสองคนอ่านข้อมูลที่ค้นออกมาได้ รอบๆ ตัวมีกองหนังสือพิมพ์หลายฉบับซึ่งมีทั้งภาพและข่าวการแข่งขันกีฬาข้อมูลกีฬาโอลิมปิกที่ค้นมาได้พอสรุปได้ดังนี้

..........การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกได้จัดให้มีขึ้นเมื่อ ๑๐๐๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช บนยอดเขาโอลิมปัส แคว้นอีลิส ในประเทศกรีซ นักกีฬาเป็นผู้ชายเท่านั้นและจะต้องเปลือยกายเข้าแข่งขันเพื่อประกวดความสมส่วนของร่างกายด้วยและให้เข้าชมได้เฉพาะผู้ชายเท่านั้น

..........ต่อมาอีก ๓๐๐ ปี ได้ย้ายมาจัดการแข่งขันที่เชิงเขาโอลิมปัส ผู้เข้าแข่งขันต้องสวมกางเกงและเปิดให้ผู้หญิงเข้าชมได้ แต่ไม่อนุญาตเข้าแข่งขัน การแข่งขันเป็นประเภทกรีฑา ๕ ประเภท ผู้เข้าแข่งขะต้องแข่งทั้ง ๕ ประเภท ได้แก่ การวิ่ง กระโดด มวยปล้ำ พุ่งแหลน และขว้างจักร ผู้ชนะจะได้รับรางวัลเป็น มงกุฎที่ทำด้วยใบมะกอก และได้เดินทางท่องเที่ยวทุึกรัฐ การแข่งขันจะจัดให้มีขึ้นทุก ๆ ๔ ปี

..........การแข่งขันดำเนินมาเป็นเวลา ๑,๒๐๐ ปี แล้วยุติลงไปนานถึง ๑,๕๔๓ ปี มารื้อฟื้นขึ้นใหม่ใน ค.ศ. ๑๘๙๖ (พ.ศ. ๒๔๓๙)

..........ใน ค.ศ. ๒๐๐๔ (พ.ศ. ๒๕๔๗) ได้มีการจัดแข่งขันที่กรุงเอเธนส์ เรียกว่า "เอเธนส์ ๒๐๐๔" สหรัฐอเมริกาได้เหรียญทองเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาคือ จีน ส่วนประเทศไทยได้เหรียญทอง ๓ เหรียญ เหรียญเงิน ๑ เหรียญ เหรียญทองแดง ๓ เหรียญ รวมเป็น ๗ เหรียญ จัดเป็นลำดับทที่ ๒๕

..........ส่วนการแข่งขันกีฬาของคนพิการในระดับนานาชาติ ที่เรียกว่า พาราลิมปิก นั้นก็ได้จัดให้มีขึ้นทุก ๆ ๔ ปี หลังจากเสร็จสิ้นการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก

..........พาราลิมปิกเกมส์จัดขึ้นเป็นครั้งแรกที่กรุงโรม เมืองหลวงของประเทศอิตาลี เมื่อ ค.ศ. ๑๙๖๐ (พ.ศ. ๒๕๐๓) มีกีฬาบังคับที่แข่งขันจนถึงปัจจุบัน ๖ ชนิด คือ ยิงธนู กรีฑา ว่ายน้ำ ฟันดาบ บาสเกตบอล และ เทเบิลเทนนิส

..........ประเทศไทยได้ส่งนักกีฬาเข้าแข่งขันพาราลิมปิกเกมส์เป็นครั้งแรก ในการแข่งขันครั้งที่ ๗ แต่ไม่ได้รับเหรียญ ได้รับเหรียญเงินครั้งแรกในการแข่งขันครั้งที่ ๙ ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ และได้รับเหรีญญทองจากการแข่งขันครั้งที่ ๑๑ ที่ชิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย

..........ค.ศ. ๒๐๐๔ (พ.ศ. ๒๕๔๗) ได้จัดแข่งขันขึ้นเป็นครั้งที่ ๑๒ ที่ประเทศกรีซ สถานที่ซึ่งเป็นที่เริ่มต้นการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ได้มีการเพิ่ม การแข่งขัน ขึ้นเป็น ๒๑ ชนิด ไทยได้ส่งนักกีฬาเข้าแข่งขันเพิ่ม ๙ ชนิด ได้เหรียญทอง ๙ เหรียญ เหรียญเงิน ๓ เหรียญ และเหรียญทองแดง ๓ เหรียญ รวม ๑๕ เหรียญ

..........เมื่อแม่นและป๊อกสรุปเรื่องราวเสร็จป๊อกเป็นผู้พิมพ์รายงานแล้วพริ้นท์ออกมาเพื่อติดภาพจากหนังสือพิมพ์แล้วนำรูปเล่มพร้อมกับเซฟข้อมูลลงแผ่นดิสก์ เสร็จแล้วก็หยุดรับประทานอาหารเที่ยงที่แม่ของแม่นเตรียมไว้ให้ ซึ่งมีทั้งเฉาก๊วย คุกกี้ เค้กชอกโกแลต ไอศกรีมเยลลี่ และเมื่อแม่ไปซื้อกับข้าวเพื่อมาทำอาหารเย็นแม่นยังสั่งให้แม่ซื้อเย็นตาโฟ เต้าฮวย ส่วนป๊อกสั่งพิชซ่า และเฟรนซ์ฟรายอีกด้วย แล้วแม่นก็พูดกับป๊อกว่า "วันนี้ฝรั่งมาเองนะนี่" 


Rinlaporn&Omsin

5 มิถุนายน 2554

ภูมิใจภาษาไทยของเรา

บทที่ ๖
ภูมิใจภาษาไทยของเรา
เนื้อหา


..........ภูมิใจภาษาไทยของเรา เป็นเรื่องการจัดกิจกรรมวันภาษาไทยแห่งชาติ ของโรงเรียนน้ำผึ้ง มีสาระสรุปดังนี้
..........วันที่ ๒๙ กรกฎาคมของทุกปี รัฐบาลได้กำหนดให้เป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ ปีนี้โรงเรียนของน้ำผึ้งจึงจัดกิจกรรมภาษาไทยแห่งชาติขึ้นดังเช่นทุกปี เพื่อให้เด็กได้แสดงผลงาน เช่น การโต้วาที การประกวดแต่งเรียงความและคำประพันธ์ การทายปัญหาคำศัพท์จากพจนานุกรม การแข่งขันอ่านฟังเสียง การจัดป้ายนิเทศแสดงผลงานของนักเรียน เด็ก ๆ จึงต้องมาช่วยกันเตรียมงานล่วงหน้าในวันหยุด ในระหว่างการมาเตรียมงานกันนั้นก็เกิดปัญหาเกี่ยวกับการใช้ภาษาขึ้น คือ ตู๋ ไปซื้อไส้กรอกปิ้งที่แม่ค้าปิ้งขาย เพื่อมาแบ่งกับเพื่อน ๆ กิน โดยตู๋บอกแม่ค้าว่า "เอาไส้กรอกไม่ไหม้ ๖ ไม้" และแม่ค้าก็หยิบไส้กรอกไหม้ ๆ ให้ตู๋ ๖ ไม้ ตู๋จะขอเปลี่ยนแม่ค้าก็ไม่ยอม และบอกตู๋ว่า "เราสั่งอย่างนั้นก็ต้องเอาอย่างนั้นไป" เรื่องต่อมาเกิดจากกลุ่มนักเรียนที่ตัดตัวอักษรเตรียมจัดป้ายซึ่งทำำตัวสระโอหายไปจึงถามกันว่า "สระโอหายไปไหน" เป้งได้ยินจึงตอบว่า "โอไปตักน้ำที่สระ" ทำให้เพื่อน ๆ หัวเราะกันใหญ๋เพราะเราไม่ได้ถามถึงนายโอสระโอจะเดินไปตักน้ำได้อย่างไร


..........ส่วนแก้วตาสนใจการแต่งเรื่องที่เขาติดไว้ที่ป้ายแสดงผลงาน มีเรื่องหนึ่งที่ผู้เขียนนำคำที่ออกเสียงเหมือนกันแต่เขียนไม่เหมือนกันมาแต่งได้อย่างสนุก ๆ เช่น
          - คุณย่าเกิดวันพุธ ไปบูชาพระพุทธรูปองค์ใหญ่
          - วันพระ มีพระธรรมเทศนา
          - คุณย่าบอกพ่อว่าวันเสาร์ให้ไปตัดหญ้าบริเวณเสาไฟฟ้าด้วย
          - ถ้าหญ้าขึ้นรกจะเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์หรือเป็นที่หลบซ่อนของคนที่ไม่ซื่อสัตย์์อีกด้วย
          - คนไม่มีคุณค่า มักเป็นข้ายาเสพติด และมักฆ่ากันเอง


..........เรื่องคำควบกล้ำ  ตู๋กับโอมีความแม่นยำและอ่านออกเสียงไ้ด้ถูกต้องจนได้รับรางวัลในการประกวดทั้ง ๒ คน โดยตู๋กับโอได้อ่านคำที่เขียนเหมือนกันแต่มีความหมายต่างกันดังนี้
          ตู๋อ่าน  - ดุมรถเรียกว่าเพลา ช่างเงียบเหงาเพลาเย็น
          โออ่าน  - ใต้ต้นเสลาใกล้เสลาก้อนใหญ่จอกทองคำที่อยู่ในบ่อน้ำซึ่งมีจอกแหนเต็มไปหมด
..........เพื่อนมารุมล้อมตู๋กับโอแสดงความยินดีที่ได้รับรางวัล และถามว่่า ตู๋กับโอมีวิธีการอ่านอย่างไร ตู๋กับโอจึงชี้แจงว่า "ให้สังเกตความข้างเคียงก่อนที่จะอ่านคำนั้น"
..........เด็ก ๆ สนุกกับกิจกรรมภาษาไทย และอยากให้จัดมีขึ้นทุกวัน ไม่เฉพาะวันภาษาไทยแห่งชาติเท่านั้น เพราะภาษาไทยเป็นภาษาของเราเป็นศักดิ?ศรีของชาติที่คนไทยทุกคนควรภูมิใจ




ที่มา : หนังสือเสริมกลุ่มภาษาไทย ป.3
         อ.กัลย์ชลิตา ศิวารมณ์ 
By : Rinlaporn&Omsin

4 มิถุนายน 2554

ทายปัญหากับคุณตา

บทที่ ๕
ทายปัญหาหับคุณตา
เนื้อหา


..........ทายปัญหากับคุณตา เป็นเรื่องการทายปัญหาระหว่างเด็ก ๆ กับคุณตาเรื่องมีอยู่ว่า นันทาและเพื่อน ๆ พากันไปที่บ้านมะลิที่เป็นบ้านสวน มีต้นไม้ใหญ่เป็นร่มเงาและมีสนามกว้าง เพื่อไปอ่านหนังสือและวิ่งเล่นกัน มีคุณตาและคุณยายมาคุยกับเด็ก ๆ คุณพ่อของมะลิเก็บผลไม้ที่ปลูกไว้ในสวนมาให้เด็ก ๆ รับประทานกัน ส่วนคุณแม่ของมะลิก็ทำน้ำปลาหวานมาให้เด็ก ๆ ด้วย นันทาและเพื่อน ๆ ก็มีขนมเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่พ่อแม่ฝากมารับประทานกัน
..........ขณะที่เด็ก ๆ กำลังทายปัญหา "อะไรเอ่ย" กันอยู่ ก็ได้ยินเสียงคุณตาหัวเราะดังมาจากใต้ต้นขนุน พร้อมกับนันทาและมะลิก็ได้วิ่งไปรวมกลุ่มกับเพื่อน ๆ ด้วย เมื่อคุณตาได้เข้ามาร่วมวงกับเด็ก ๆ คุณตาจึงให้เด็ก ทายปัญหา โดยคุณตาถามว่า "อะไรเอ่ย ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเขียน" เด็ก ๆ แย่งกันตอบว่า ปากกา ดินสอ พู่กัน คุณตาบอก ว่าไม่ถูก พร้อมกับยกเีทียนไขขึ้นและบอกว่าถ้าใครทายถูกจะให้รางวัล นันทาบอกว่าเทียนไข เอาไปทำไมคะ คุณตาจึงเฉยว่า "ไทยเขียนก็เทียนไขไวใช่ไหมล่ะ" นันทาและเพื่อน ๆ หัวเราะชอบใจ ปัญหาต่อมาคุณตาถามว่า "อะไรเอ่ย เรือนปั้นหยา ทาสีเขียว นอนคนเดียว กางมุ้งขาว" คุณตาพูดว่า "บอกใบ้ให้ก็ได้เป็นผลไม้" เด็กคนหนึ่ง ตอบว่า "แตงโมครับ" เด็กคนหนึ่งแย้งว่า "ไม่ใช่ แตงโมสีแดง ไม่ใช่สีขาว" มะลินึกอยู่พักหนึ่ง จึงตอบว่า "น้อยหน่า" เปลือกสีเขียว มีเรือนปั้นหยา ทาสีเขียว นอนคนเดียว  กางมุ้งขาว ก็เมล็ดหุ้มด้วยเนื้อสีขาว" คุณตาบอกว่า "ใช่แล้ว สมกับเป็นชาวสวนจริง ๆ" และปัญหาสุดท้ายที่คุณตาถามคือ "มีคำอะไรบ้างที่ออกเสียงเหมือนมีสระอะแต่เวลาเขียนไม่มีสระอะ" ถามเสร็จคุณตาก็ลุกเดินหนีไป และบอกว่าให้เด็ก ๆ ปรึกษากันหาคำตอบแล้วคุณตาจะกลับมาฟังคำตอบ เด็ก ๆ ช่วยกันคิดอย่างเคร่งเครียด ใครจะช่วยนินทาและเพื่อน ๆ คิกหาคำตอบได้บ้าง





ที่มา : หนังสือเสริมกลุ่มภาษาไทย ป.3
         อ.กัลย์ชลิตา ศิวารมณ์ 

Rinlaporn&Omsin

25 เมษายน 2554

007 ศิลปศึกษา



Rinlaporn&Omsin

006 การงาานอาชีพและเทคโนโลยี



Rinlaporn&Omsin

004 สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม



Rinlaporn&Omsin

ปฏิบัติการสายลับจิ๋ว

บทที่ ๑

ปฏิบัติการสายลับจิ๋ว

เนื้อเรื่องย่อ

 

..........หัวหน้าหนุ่ยกลุ่มมดแดงได้รับการขอร้องจากติ๊ดตี่ ให้

ตามหาหมาจุดผูกโบสีชมพูที่หายไปตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็น จึง

มาแจ้งให้สมาชิก ทั้งกลุ่มมดดำและกลุ่มมดแดงให้ได้ทราบ เพื่อ

ให้แต่ละกลุ่มปรึกษาหารือกัน ก่อนออกติดตามหมาให้ติ๊ดตี่ กลุ่ม

มดแดงมีการประชุมวางแผนกันเป็นอย่างดี และทบทวนจนเข้า

ใจ จึงแยกย้ายกันออกไปหาคู่ๆ ส่วนกลุ่มมดดำ ก็วางแผนเช่น

เดียวกัน แต่ไม่เป็นระเบียบ คือ ต่างคนต่างพูด ไม่มีการสรุปหรือ

ทบทวนแผนงาน แล้วต่างแยกย้ายกันไปเป็นกลุ่ม คู่ และเดี่ยว

แล้วแต่สมัครใจ

..........กลุ่มมดแดงได้ตรงไปที่บ้านของน้าหวาน ซึ่งเป็นนักร้อง

ที่ร้านอาหารใหญ่มีชื่อ เมื่อพบกับน้าหวานได้กล่าวสวัสดีน้า

หวาน และพูดว่า "น้าหวานครับ ขอรบกวนน้าหวานหน่ิอยนครับ 

เมื่อคืนตอนน้าหวานกลับบ้าน น้าหวานเห็นหมาจุดผูกโบสีชมพู

บ้างหรือเปล่าครับ" "น้าหวานไม่เห็นหรอกนะ แต่น้าได้ยินเสียง

หมาร้อง แล้วมีคนกลุ่มหนึ่ง  มุงดูอะไรก็ไม่รู้ ตรงแถวที่ทิ้งขยะ

โน่นแน่ะ" น้าหวานตอบ

..........ส่วนกลุ่มมดดำได้ตรงไปที่บ้านลุงใหญ่นักมายากล พอ

ไปถึงด็เขย่าประตุบ้านดังโครม! โครม ! ลุงใหญ่เดินโขยก

เขยกออกมาเพราะเจ็บที่เท้า ที่ถูกเหล็กทั้งสี่ลูกที่แกโยนเล่น

พร้อม ๆ กันตกใส่เท้า กลุ่มมดดำได้ถามลุงใหญ่อย่างห้วน ๆ ว่า 

" ลุง ๆ เห็นหมาจุดผูกโบสีชมพูบ้างไหม มันมาแถวบ้านลุงหรือ

เปล่า" "ไม่รู้ไม่เห็น ไปให้ไกล ๆ เลย เด็กพวกนี้ไม่มีมารยาท" 

ลุงใหญ่ปิดประตูบ้านดังเสียงสนั่น กลุ่มมดดำบางพวกได้แยก

ย้ายไปหาข่าวในตลาด สายลับคนหนึ่งเดินไม่ระมัดระวังเลย

สะดุดก้อนหินล้มคะมำลงไป ในกระจาดขนมป้าแจ่ม ทำให้ขนม

ตกกระจายเกลื่อนกลาด ป้าแจ่มยังไม่ทันหายตกใจ สายลับมด

ดำก็ยกมือไหว้อย่างรวดเร็วแล้วพากันวิ่งหนีไป พอดีสายลับมด

แดงมาพบเหตุการณ์เข้า เลยช่วยป้าแจ่มหยิบขนมใส่กระจาด

แล้วยกขึ้นตั้งไว้ตามเดิม แล้วบอกป้าแจ่มว่า จะีบไปตามหาหมา

จุดของเพื่อนที่มันหายไป "หมาจุดที่ผูกโบสีชมพูใช่ไหม" ป้า

แจ่มถาม "ใช่ค่ะ" ป้าแจ่มจึงร้องออกมาว่า "โธ่เอ๋ย ! มันอยู่ที่

บ้านป้านี่เอง เมื่อวานนี้พวกหลาน ๆ ของป้าไปเจอมันตกลงในถัง

ขยะ ตัวสกปรกมอมแมม จึงจับมันอาบน้ำแล้วเลี้ยงเอาไว้ก่อน นี่

เขาก็กำลังออกตามหาเจ้าของอยู่นะ" 

..........ตกลงกลุ่มมดแดงทำงานสำเร็จได้หมาไปคืนติ๊ดตี่ และ

ยังได้ขนมจากป้าแจ่มไปแบ่งกันกินด้วย แต่ก็ไม่ได้เยาะเย้ยกลุ่ม

มดดำ เพราะถือว่าวิธีการวางแผนไม่เหมือนกันเท่านั้น



ที่มา : หนังสือเสริมกลุ่มภาษาไทย ป.3
         อ.กัลย์ชลิตา ศิวารมณ์ 

Rinlaporn&Omsin

บึงใหญ่ในป่า

บทที่ ๒

บึงใหญ่ในป่า

เนื้อเรื่องย่อ


..........บึงใหญ่ในป่า เป็นความฝันของเด็กหญิงปองใจ เรื่องมีอยู่ว่า เด็ก ๆ พากันอ่านผลการประกวดคัดลายมือที่มีอยู่บนป้ายประกาศเกี่ยวกับกระแสพระราชดำรัส ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินาถ เรื่อง "ความสำคัญของป่าชายเลน" ที่ฟ้าใสเป็นชนะการประกวด แล้วครูอารีก็ให้เด็ก ๆ ไปทัศนศึกษาที่ป่าชายเลน ทำให้ปองใจตื่นเต้นและดีใจมาก คืนนั้นเธอนอนหลับและฝันไปว่า

..........มีสัตว์ประหลาดตัวหนึ่ง ชอบมาอยู่ที่บึงใหญ่ในป่า เพื่อมาจับสัตว์เล็ก ๆ กินเป็นอาหาร มันได้คิดอุบายเพื่อให้สัตว์ต่างๆ มาอยู่รวมกันเพื่อจะได้จับกินง่ายขึ้น โดยมันจัดให้มีการประกวดร้องเพลงขึ้น และบอกสัตว์ทั้งหลายว่า ถ้าใครร้องเพลงที่เกี่ยวกับความดีของตัวเองได้ถูกใจ มันจะไม่จับสัตว์เหล่านั้นและลูกๆ กินเป็นอาหาร พวกสัตว์ทั้งหลายต่างดีใจและพาลูก ๆ มาร่วมประกวดร้องเพลง

..........ลูกนกร้องเพลงเป็นตัวแรก ต่อไปก็คือ ลูกกบ ลูกมด ลูกผึ้ง และหิ่งห้อยเป็นตัวสุดท้ายในการร้องเพลงประกวด เมื่อการประกวดร้องเพลงจบลง สัตว์ประหลาดพอใจและบอกว่าจะไม่จับสัตว์ต่าง ๆ กินอีกแล้ว ขอให้สัตว์ต่าง ๆ จงทำประโยชน์ให้แก่ชาวโลกต่อไป ส่วนมันจะเปลี่ยนใจไปกินใบไม้และผลไม้แทน สัตว์ทั้งหลายดีใจพากันร้องไชโย! ไชโย ! ไชโย ! ดังสนั่น ทำให้ปองใจสะดุ้งตื่น


ฺBy : Rinlaporn&Omsin